ติดตั้ง Platform IO IDE บน VSCode

เย็นวันหนึ่งใครคนหนึ่งบ่นงุ้งงิ้งว่าลง Platform IO IDE ลงคอมฯไม่ได้ซักที เพราะ home ไม่ขึ้น ใน Atom ก็แล้ว VSCode ก็แล้ว เราเลยสวมวิญญาณไอทีซัพพอร์ตเข้าไปดูสักหน่อย ปรากฏว่าใครคนนั้นไม่ได้อัพเดต Python ผ่าง!!! Platform IO ดันใช้ที่ 2.7.6 เป็นต้นไป คนนั้นดันใช้ที่ 2.7.5 โว้ เมื่อแก้ไขลงได้เสร็จสรรพละ นึกขึ้นได้ว่าเรายังไม่เคยใช้  Platform IO (ต่อแต่นี้จะเรียกสั้นๆ ว่า PIO) นี่นา  เลยลงเครื่องตัวเองใช้ดูบ้าง ว้ายเชยมากอะเรา 555 ***ในบทความนี้ติดตั้ง Platform IO  ใน Visual Studio Code บน Windows

[Chip Hall of Fame] ก้าวที่ยิ่งใหญ่ของวงการถ่ายภาพ Image Sensor ตัวแรก KODAK : KAF-1300

ในประวัติศาสตร์ของนวัตกรรมและการประดิษฐ์มีงานพัฒนามากมายที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลก สิ่งประดิษฐ์ชิ้นสำคัญก่อกำเนิดจากมุมมองและแนวคิด ที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพจากนักประดิษฐ์ที่ทำงานให้กับองค์กรยักษ์ใหญ่ หากมองจากวันนี้องค์กรนั้นควรจะกลายเป็นเสือติดปีกได้ แต่มันก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป และนี่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งกับเรื่องราวของเซ็นเซอร์ภาพที่วางจำหน่ายตัวแรกของโลก โดยบริษัทผลิตกล้องยักษ์ใหญ่อย่าง KODAK เรากำลังจะเล่าถึง KAF-1300 Image Sensor ครับ เจ้าพ่อยักษ์ใหญ่แห่งวงการกล้องอย่าง KODAK ให้ความสนใจในการพัฒนาเซ็นเซอร์ดิจิตอลสำหรับถ่ายภาพมานานแล้ว โดยคงต้องย้อนไปถึงปี 1975 Steven Sasson  วิศวกรของ KODAK ได้พัฒนากล้องดิจิตอลตัวแรกออกมา โดยใช้เซ็นเซอร์ CCD 100×100 พิกเซลจาก Fairchild Semiconductor นั่นคือกล้องดิจิตอลตัวแรกของโลกและพัฒนาต่อมาจนในปี 1986 KODAK ก็สามารถพัฒนาเซ็นเซอร์ความละเอียด 1.4 ล้านพิกเซลได้สำเร็จ แต่กว่าจะกลายมาเป็นกล้องดิจิตอลตัวแรกได้ ก็ต้องรอไปถึงปี 1991 KODAK จึงสามารถปล่อย KODAK DCS ( KODAK DCS-100 )

[Chip Hall of Fame] เทคโนโลยีที่ปฏิวัติคอมพิวเตอร์ไปสู่อุปกรณ์พกพา Toshiba NAND Flash Memory

ครั้งหนึ่งการที่คอมพิวเตอร์เริ่มมีหน่วยความจำ ( Stored-Program Computer ) จากทฤษฏีและแนวคิดในการสร้าง Universal Turing Machine ของอลัน ทัวริง ( Alan Turing ) และต่อมาถูกพัฒนาจนกลายเป็น  von Neumann Architecture และ Harvard Architecture ** ที่ได้วางรากฐานมาจนถึงปัจจุบันนั้น เป็นการปฏิวัติครั้งใหญ่และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถขยายศักยภาพไปสู่การทำงานในส่วนอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีการเก็บข้อมูลยุคนั้นมีทั้งแรกเริ่มตั้งแต่การใช้กระดาษเจาะรูในช่วงแรกและยุคที่ใช้เทปแม่เหล็กในการเก็บข้อมูล ซึ่งยาวนานตั้งแต่ทศวรรษที่ 30 ไปจนช่วงทศวรรษที่ 80 ตลอดเวลานั้นแม้ว่าจะมีการพัฒนาเพื่อลดขนาดทางกายภาพ และเพิ่มความจุในการเก็บข้อมูลมากแค่ไหน มันก็ยังคงกินพื้นที่อย่างมหาศาล แถมด้วยข้อจำกัดทางกลไก มันยังช้ามากอีกด้วย อุปกรณ์เก็บข้อมูลที่ใช้แม่เหล็กที่ดีที่สุดคือ ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ ( Hard Disk Drive – HDD ) ที่ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษที่

แกะกล่อง DOIT ESP32 DEVKIT V1 และ PINOUT

ก่อนหน้านี้เราเคยมีโปรเจคเล็กๆน้อยๆ กับ NodeMCU  V2 ซึ่งเป็น ESP8266 ด้วยเสียงลือเสียงเล่าอ้างเรื่องความสามารถของ ESP32 ที่พัฒนาความสามารถเพิ่มมาแก้จุดด้อยของ ESP8266 ทั้งรองรับการเชื่อมต่อแบบ Hybrid ทั้ง WiFi และ Bluetooth มีพอร์ตรองรับ I/O ได้เพิ่มขึ้น รองรับ touch sensor มี hardware เข้ารหัสสำหรับ HTTPS และอีกมามาย ชาวบ้านเค้าพูดถึงกันไปหมดละ อยากรู้รายละเอียดลองค้นๆ ดูแล้วกัน ด้วยเหตุผลที่ว่าไปแล้วและราคาที่ไม่แพง รอบนี้เลยได้ ESP32 Development Board มาจากเถาเป่า ชื่อเต็มคือ DOIT ESP32 DevKit V1  ใช้โมดูล ESP-WROOM-32 นี่เพิ่งซื้อมายังไม่มีโปรเจคเป็นชิ้นเป็นอันว่าจะทำอะไร แต่ซื้อมาแล้วก็ต้องลองก่อนสิเนอะ อยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมของ DOIT

[Chip Hall of Fame] ชิป 4Kb DRAM ตัวแรกที่จะปฏิวัติโครงสร้าง DRAM ไปตลอดกาล : Mostek MK4096

RAM ( Random Access Memory ) คือหนึ่งในส่วนสำคัญของระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่ง RAM นั้นมีอยู่ 2 แบบคือ SRAM และ DRAM โดย SRAM เป็น RAM ที่เมื่อมีการเขียนข้อมูลแล้ว ข้อมูลจะยังคงอยู่ตรงนั้นตราบเท่าที่ยังคงมีการจ่ายไฟเลี้ยงให้มัน ส่วน DRAM เป็น RAM ที่จะต้องคอยมาเขียนข้อมูลซ้ำอยู่สม่ำเสมอ มิฉะนั้นข้อมูลอาจจะมีการสูญหาย แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ สำหรับการใช้งาน DRAM อย่างแน่นอน เพราะมันถูกออกแบบมาเพื่อเป็นที่พักข้อมูลชั่วคราวระหว่างรอประมวลผล เมื่อประมวลผลเสร็จสิ้นก็จะมีการนำข้อมูลใหม่มาวางที่เดิมอยู่แล้ว และโครงสร้างของ DRAM เองที่มีความเรียบง่าย ใช้พื้นที่น้อย สามารถบรรจุหน่วยความจำได้มากบนชิปตัวเล็กๆ ทำให้ DRAM นั้นมีการใช้งานอย่างแพร่หลายมาก ชิป DRAM ตัวแรกนั้นออกแบบโดย บริษัท

[Chip Hall of Fame]ปลดปล่อยโปรเซสเซอร์จากข้อจำกัดในการสื่อสาร : UART – Western Digital WD1402A

UART ( Universal Asynchronous Receiver Transmitter ) – ระบบบัสที่คุ้นชื่อ คุ้นเคย และคุ้นหูที่สุดระบบหนึ่งจากระบบบัสที่มีอยู่มากมาย เมื่อเราทำความรู้จักกับคอนโทรลเลอร์ตัวใหม่ หลังจากเสร็จสิ้นกับการทำไฟกระพริบแล้ว มันคือระบบสื่อสารตัวแรกที่เราจะเป็นต้องใช้ เราจะต้องให้มันแสดงข้อความทักทายโลกใบนี้ด้วย “Hello World” เราต้องให้มัน “Loop Back” ข้อความของเราที่เราส่งให้มัน และการได้เห็นคำว่า “Hello World” บนเทอร์มินอล มันช่างน่าประทับใจเสมอ มันให้ความรู้สึกว่า “เรารู้จักกันแล้วนะ” UART คือเครื่องมือสื่อสารแรกที่ทำให้เรารู้จักกับคอนโทรลเลอร์ตัวนั้น รู้ว่ามันคิดอะไรและทำอะไรอยู่ ก่อนที่เราจะให้มันทำอย่างอื่น หรืออะไรที่เราต้องการ ในวันนี้รู้สึกยินดีอย่างมาก ที่จะบอกเล่าถึงอดีตของระบบบัสที่เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนอันเก่าแก่ของเรา เพื่อนที่มักจะแนะนำเพื่อนใหม่ให้กับเราได้เสมออย่าง UART เรื่องนี้คงต้องย้อนกลับไปในปี 1960 Gordon Bell บุคคลสำคัญของประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ได้นำเสนอมินิคอมพิวเตอร์ PDP ที่ Digital

[Chip Hall of Fame] สร้างความแตกต่างด้วย EEPROM : Microchip Technology PIC16C84

PIC16 เป็นไมโครคอนโทรลเลอร์ตระกูลที่สองที่ผมมีโอกาสได้รู้จัก ยุคนั้น PIC16F เป็นซีรีส์ที่กำลังได้รับความนิยม ด้วยความสามารถที่มากกว่าคอนโทรลเลอร์ตระกูล 8051 ทั้งในด้านการติดต่อกับฮาร์ดแวร์ผ่านระบบบัสที่มีฮาร์ดแวร์ทำหน้าที่จัดการให้ในส่วนหนึ่ง จากที่เราต้องเขียนโปรแกรมจัดการเองทั้งหมด อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือมันใส่หน่วยความจำประเภท Non-Volatile มาให้ด้วย ในรูปของ EEPROM และสิ่งที่เขียนไว้ในนั้นมันจะยังคงอยู่ แม้ว่าเราจะไม่จ่ายไฟให้มันแล้วก็ตาม ทั้งหมดนี้มาในราคาที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับคอนโทรลเลอร์ตระกูล 8051 ในตอนนี้เราจะมาทำความรู้จักกับต้นตระกูลของ PIC16F กัน นั่นคือ PIC16C84 ที่มาพร้อมกับหน่วยความจำ EEPROM กันครับ ย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษที่ ’90 ในเวลานั้นจักรวาลของคอนโทรลเลอร์ ขนาด 8 บิต ถูกยึดครองโดยผลิตภัณฑ์จากโมโตโรล่าผู้ยิ่งใหญ่ (น่าจะเป็นตระกูล 6800) และแล้วก็มีผู้ท้าชิงตัวเล็กๆ ที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนามอย่าง Microchip Technology บริษัท Microchip Technology ได้ปล่อย PIC16C84 ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ของตนเข้าสู่ตลาด มันประกอบไปด้วย คอนโทรลเลอร์ขนาด

[Chip Hall of Fame]เรื่องราวของชิปธรรมดาตัวหนึ่ง ที่มีใช้กันในหลายวงจร : Signetics NE555

NE 555 – เป็นไอซีตัวแรกๆ ในชีวิต ที่ผมรู้จักเลยก็ว่าได้ เพราะมันมักจะถูกใช้ในวงจรพื้นฐานมากมาย ชนิดที่มองไปทางไหนก็เจอ จากความสามารถในการสร้างสัญญาณนาฬิกาที่เราสามารถกำหนดความถี่เองได้ มันสามารถสร้างสัญญาณ PWM ง่ายๆ ได้ โดยที่เราสามารถกำหนดอัตราส่วนของสัญญาณ ( Duty Cycle )  จากระดับสัญญาณอนาล็อกได้ และยังมีความสามารถอื่นๆ อีกมากมาย ที่สามารถนำมันไปใช้งานได้ เพราะความหลากหลายในการจัดการกับสัญญาณนาฬิกาของมัน ทำให้นักออกแบบทั้งหน้าใหม่ หน้าเก่า ล้วนเคยใช้มันมาแล้ว วันนี้เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่นำเราไปทำความรู้จักกับที่มาที่ไปของมันให้มากขึ้น ในฐานะชิประดับตำนานกันครับ เรื่องราวนี้เริ่มต้นขึ้นในช่วงฤดูร้อนของปี 1970 ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจ นักออกแบบชิป Hans Camenzind ทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัท Signetics  บริษัทผลิตชิปในซิลิคอนแวลลีย์ สภาพย่ำแย่ทางเศรษฐกิจทำให้รายได้ของ Hans Camenzind ที่มีภรรยาและลูกๆ อีก 4 คน มีน้อยกว่า 15,000 USD ต่อปี

[Chip Hall of Fame]มาตรฐาน OP-Amp : Fairchild Semiconductor μA741

ออป-แอมป์ ก็เหมือนขนมปังแผ่นของการออกแบบวงจรอนาล็อก เราสามารถนำมันมาปรุงแต่ง เพิ่มเติม ประยุคต์ใช้งานได้อย่างหลากหลาย นักออกแบบเลือกใช้ออป-แอมป์ ในงานเครื่องเสียง ระบบวิดีโอ วงจรเรียงกระแส และอื่นๆอีกมากมาย ที่มีใช้กันทั่วไป ทั้งในระบบอนาล็อก และดิจิตอล ในปี 1963 วิศวกรหนุ่ม Robert Widlar ซึ่งในขณะนั้นอายุ 26ปี ( เขาเก่งมากๆ อีกชื่อหนึ่งของเขาคือ Bob Widlar ) ได้ออกแบบวงจรรวมของออป-แอมป์ขึ้นเป็นครั้งแรก ในรุ่น μA702 และ Fairchild Semiconductor ก็ได้จัดจำหน่ายมันในราคา 300 USD ซึ่งได้รับความนิยมดีทีเดียว ในเวลาต่อมา Widlar ได้พัฒนาวงจรขึ้นอีก รวมถึงทำให้มันมีราคาถูกลง ในรุ่นที่สอง μA709 ในรุ่นนี้ตัดราคาลดลงเหลือ 70 USD และประสบความสำเร็จอย่างมาก เรื่องราวเดินต่อไปว่า Widlar ได้ขอขึ้นเงินเดือน แต่ถูกปฏิเสธ

[Chip Hall of Fame] ทุบราคาไมโครโปรเซสเซอร์!!! : MOS Technology 6502-Microprocessor

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทความชุด Chip Hall of Fame ซึ่งแปลมากจาก IEEE Spectrum คุณสามารถดูตอนอื่นๆได้ที่หน้ารวมบทความ [Chip Hall of Fame] ชิปวงจรรวมในตำนาน #เกริ่นนำ หรือ แท็ก Chip Hall of Fame ครั้งหนึ่งชาย Geek ร่างท้วม ได้หยิบชิปตัวหนึ่งใส่ลงในบอร์ดคอมพิวเตอร์ และบูทระบบให้มันทำงาน วินาทีนั้นช่างราวกับว่า ทุกสิ่งในจักรวาลได้หยุดเคลื่อนไหว ชาย Geek ผู้นั้นคือ Steve Wozniak ชิปตัวนั้นคือ 6502 ไมโครโปรเซสเซอร์ ขนาด 8 บิต ที่ถูกพัฒนาโดยบริษัท MOS Technology และคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นคือ Apple I ชิปและอุปกรณ์ต่างๆ ได้กลายมาเป็นสมองหลักของอะไรที่ดูเกือบจะเป็นคอมพิวเตอร์อย่าง Apple II, Commodore