แกะกล่อง DOIT ESP32 DEVKIT V1 และ PINOUT

ก่อนหน้านี้เราเคยมีโปรเจคเล็กๆน้อยๆ กับ NodeMCU  V2 ซึ่งเป็น ESP8266 ด้วยเสียงลือเสียงเล่าอ้างเรื่องความสามารถของ ESP32 ที่พัฒนาความสามารถเพิ่มมาแก้จุดด้อยของ ESP8266 ทั้งรองรับการเชื่อมต่อแบบ Hybrid ทั้ง WiFi และ Bluetooth มีพอร์ตรองรับ I/O ได้เพิ่มขึ้น รองรับ touch sensor มี hardware เข้ารหัสสำหรับ HTTPS และอีกมามาย ชาวบ้านเค้าพูดถึงกันไปหมดละ อยากรู้รายละเอียดลองค้นๆ ดูแล้วกัน ด้วยเหตุผลที่ว่าไปแล้วและราคาที่ไม่แพง รอบนี้เลยได้ ESP32 Development Board มาจากเถาเป่า ชื่อเต็มคือ DOIT ESP32 DevKit V1  ใช้โมดูล ESP-WROOM-32 นี่เพิ่งซื้อมายังไม่มีโปรเจคเป็นชิ้นเป็นอันว่าจะทำอะไร แต่ซื้อมาแล้วก็ต้องลองก่อนสิเนอะ อยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมของ DOIT

[Chip Hall of Fame] ชิป 4Kb DRAM ตัวแรกที่จะปฏิวัติโครงสร้าง DRAM ไปตลอดกาล : Mostek MK4096

RAM ( Random Access Memory ) คือหนึ่งในส่วนสำคัญของระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่ง RAM นั้นมีอยู่ 2 แบบคือ SRAM และ DRAM โดย SRAM เป็น RAM ที่เมื่อมีการเขียนข้อมูลแล้ว ข้อมูลจะยังคงอยู่ตรงนั้นตราบเท่าที่ยังคงมีการจ่ายไฟเลี้ยงให้มัน ส่วน DRAM เป็น RAM ที่จะต้องคอยมาเขียนข้อมูลซ้ำอยู่สม่ำเสมอ มิฉะนั้นข้อมูลอาจจะมีการสูญหาย แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ สำหรับการใช้งาน DRAM อย่างแน่นอน เพราะมันถูกออกแบบมาเพื่อเป็นที่พักข้อมูลชั่วคราวระหว่างรอประมวลผล เมื่อประมวลผลเสร็จสิ้นก็จะมีการนำข้อมูลใหม่มาวางที่เดิมอยู่แล้ว และโครงสร้างของ DRAM เองที่มีความเรียบง่าย ใช้พื้นที่น้อย สามารถบรรจุหน่วยความจำได้มากบนชิปตัวเล็กๆ ทำให้ DRAM นั้นมีการใช้งานอย่างแพร่หลายมาก ชิป DRAM ตัวแรกนั้นออกแบบโดย บริษัท

[Chip Hall of Fame]ปลดปล่อยโปรเซสเซอร์จากข้อจำกัดในการสื่อสาร : UART – Western Digital WD1402A

UART ( Universal Asynchronous Receiver Transmitter ) – ระบบบัสที่คุ้นชื่อ คุ้นเคย และคุ้นหูที่สุดระบบหนึ่งจากระบบบัสที่มีอยู่มากมาย เมื่อเราทำความรู้จักกับคอนโทรลเลอร์ตัวใหม่ หลังจากเสร็จสิ้นกับการทำไฟกระพริบแล้ว มันคือระบบสื่อสารตัวแรกที่เราจะเป็นต้องใช้ เราจะต้องให้มันแสดงข้อความทักทายโลกใบนี้ด้วย “Hello World” เราต้องให้มัน “Loop Back” ข้อความของเราที่เราส่งให้มัน และการได้เห็นคำว่า “Hello World” บนเทอร์มินอล มันช่างน่าประทับใจเสมอ มันให้ความรู้สึกว่า “เรารู้จักกันแล้วนะ” UART คือเครื่องมือสื่อสารแรกที่ทำให้เรารู้จักกับคอนโทรลเลอร์ตัวนั้น รู้ว่ามันคิดอะไรและทำอะไรอยู่ ก่อนที่เราจะให้มันทำอย่างอื่น หรืออะไรที่เราต้องการ ในวันนี้รู้สึกยินดีอย่างมาก ที่จะบอกเล่าถึงอดีตของระบบบัสที่เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนอันเก่าแก่ของเรา เพื่อนที่มักจะแนะนำเพื่อนใหม่ให้กับเราได้เสมออย่าง UART เรื่องนี้คงต้องย้อนกลับไปในปี 1960 Gordon Bell บุคคลสำคัญของประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ได้นำเสนอมินิคอมพิวเตอร์ PDP ที่ Digital

[Chip Hall of Fame] สร้างความแตกต่างด้วย EEPROM : Microchip Technology PIC16C84

PIC16 เป็นไมโครคอนโทรลเลอร์ตระกูลที่สองที่ผมมีโอกาสได้รู้จัก ยุคนั้น PIC16F เป็นซีรีส์ที่กำลังได้รับความนิยม ด้วยความสามารถที่มากกว่าคอนโทรลเลอร์ตระกูล 8051 ทั้งในด้านการติดต่อกับฮาร์ดแวร์ผ่านระบบบัสที่มีฮาร์ดแวร์ทำหน้าที่จัดการให้ในส่วนหนึ่ง จากที่เราต้องเขียนโปรแกรมจัดการเองทั้งหมด อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือมันใส่หน่วยความจำประเภท Non-Volatile มาให้ด้วย ในรูปของ EEPROM และสิ่งที่เขียนไว้ในนั้นมันจะยังคงอยู่ แม้ว่าเราจะไม่จ่ายไฟให้มันแล้วก็ตาม ทั้งหมดนี้มาในราคาที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับคอนโทรลเลอร์ตระกูล 8051 ในตอนนี้เราจะมาทำความรู้จักกับต้นตระกูลของ PIC16F กัน นั่นคือ PIC16C84 ที่มาพร้อมกับหน่วยความจำ EEPROM กันครับ ย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษที่ ’90 ในเวลานั้นจักรวาลของคอนโทรลเลอร์ ขนาด 8 บิต ถูกยึดครองโดยผลิตภัณฑ์จากโมโตโรล่าผู้ยิ่งใหญ่ (น่าจะเป็นตระกูล 6800) และแล้วก็มีผู้ท้าชิงตัวเล็กๆ ที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนามอย่าง Microchip Technology บริษัท Microchip Technology ได้ปล่อย PIC16C84 ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ของตนเข้าสู่ตลาด มันประกอบไปด้วย คอนโทรลเลอร์ขนาด

[Chip Hall of Fame]เรื่องราวของชิปธรรมดาตัวหนึ่ง ที่มีใช้กันในหลายวงจร : Signetics NE555

NE 555 – เป็นไอซีตัวแรกๆ ในชีวิต ที่ผมรู้จักเลยก็ว่าได้ เพราะมันมักจะถูกใช้ในวงจรพื้นฐานมากมาย ชนิดที่มองไปทางไหนก็เจอ จากความสามารถในการสร้างสัญญาณนาฬิกาที่เราสามารถกำหนดความถี่เองได้ มันสามารถสร้างสัญญาณ PWM ง่ายๆ ได้ โดยที่เราสามารถกำหนดอัตราส่วนของสัญญาณ ( Duty Cycle )  จากระดับสัญญาณอนาล็อกได้ และยังมีความสามารถอื่นๆ อีกมากมาย ที่สามารถนำมันไปใช้งานได้ เพราะความหลากหลายในการจัดการกับสัญญาณนาฬิกาของมัน ทำให้นักออกแบบทั้งหน้าใหม่ หน้าเก่า ล้วนเคยใช้มันมาแล้ว วันนี้เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่นำเราไปทำความรู้จักกับที่มาที่ไปของมันให้มากขึ้น ในฐานะชิประดับตำนานกันครับ เรื่องราวนี้เริ่มต้นขึ้นในช่วงฤดูร้อนของปี 1970 ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจ นักออกแบบชิป Hans Camenzind ทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัท Signetics  บริษัทผลิตชิปในซิลิคอนแวลลีย์ สภาพย่ำแย่ทางเศรษฐกิจทำให้รายได้ของ Hans Camenzind ที่มีภรรยาและลูกๆ อีก 4 คน มีน้อยกว่า 15,000 USD ต่อปี

[Chip Hall of Fame]มาตรฐาน OP-Amp : Fairchild Semiconductor μA741

ออป-แอมป์ ก็เหมือนขนมปังแผ่นของการออกแบบวงจรอนาล็อก เราสามารถนำมันมาปรุงแต่ง เพิ่มเติม ประยุคต์ใช้งานได้อย่างหลากหลาย นักออกแบบเลือกใช้ออป-แอมป์ ในงานเครื่องเสียง ระบบวิดีโอ วงจรเรียงกระแส และอื่นๆอีกมากมาย ที่มีใช้กันทั่วไป ทั้งในระบบอนาล็อก และดิจิตอล ในปี 1963 วิศวกรหนุ่ม Robert Widlar ซึ่งในขณะนั้นอายุ 26ปี ( เขาเก่งมากๆ อีกชื่อหนึ่งของเขาคือ Bob Widlar ) ได้ออกแบบวงจรรวมของออป-แอมป์ขึ้นเป็นครั้งแรก ในรุ่น μA702 และ Fairchild Semiconductor ก็ได้จัดจำหน่ายมันในราคา 300 USD ซึ่งได้รับความนิยมดีทีเดียว ในเวลาต่อมา Widlar ได้พัฒนาวงจรขึ้นอีก รวมถึงทำให้มันมีราคาถูกลง ในรุ่นที่สอง μA709 ในรุ่นนี้ตัดราคาลดลงเหลือ 70 USD และประสบความสำเร็จอย่างมาก เรื่องราวเดินต่อไปว่า Widlar ได้ขอขึ้นเงินเดือน แต่ถูกปฏิเสธ